Category: ムックとタクミの一皿一町

  • ฮิตสึมาบุชิ นาโกย่า: ทำไมจานปลาไหลย่างนี้ถึงเกิดที่นี่ ไม่ใช่ที่อื่น? | หนึ่งจาน หนึ่งเมือง #1

    ฮิตสึมาบุชิ — ปลาไหลย่างราดข้าวที่กินได้สามวิธีในชามเดียว

    ทำไมจานนี้ถึงเกิดที่นาโกย่า ไม่ใช่ที่อื่น?

    มุกกับทาคุมิจะพาคุณไปฟังคำตอบ ที่เมืองหน้าศาลเจ้าอัตสึตะ

    ทาคุมิกินฮิตสึมาบุชิคำแรก หลับตาสัมผัสไอร้อน

    ทำไม “หนึ่งจาน” จึงเป็น “หนึ่งเมือง”

    ทุกจานอาหาร มีดิน น้ำ ฤดูกาล และผู้คน อยู่เบื้องหลัง

    บล็อกนี้ จะส่งเรื่องราวของจานนั้น และผืนแผ่นดินที่อยู่เบื้องหลัง ให้ถึงคุณ

    ในร้านปลาไหลใกล้ศาลเจ้าอัตสึตะ คำแรก

    มุกกินฮิตสึมาบุชิคำแรก ตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

    ประตูเลื่อนเปิดออก

    กลิ่นซอสย่างหอมหวานลอยมาแตะจมูกก่อนใคร

    “ทาคุมิ… ได้กลิ่นมั้ย”

    มุกกระซิบ ตาเป็นประกาย

    โอกามิซังวางถ้วยชาเขียวลงเงียบๆ

    ผ้ากันเปื้อนของเธอมีรอยไหม้เล็กๆ ที่ด้านขวา

    แล้วชามไม้สีดำขนาดใหญ่ก็ถูกวางลง

    ฝาเปิดออก ไอร้อนพวยพุ่งขึ้น

    ปลาไหลย่างชิ้นหนาๆ ถูกหั่นเป็นแถบ เรียงเต็มบนข้าวสวยร้อนๆ

    ทาคุมิยกตะเกียบ “คำแรก กินเปล่าๆ”

    มุกคีบปลาไหลขึ้นมา

    ตะเกียบหยุดค้างอยู่กลางทาง

    เธอมองหนึ่งวินาที แล้วยกเข้าปาก

    ความเงียบ

    ตาของเธอเบิกกว้าง

    “ンマーイ”

    เสียงเบาๆ เหมือนคนพูดกับตัวเอง

    แล้วเธอก็เงียบ มองจานในมือ

    โอกามิซังเห็น ไม่หันมา ไม่พูดอะไร

    หลังจากผ่านไปสักพัก มุกถึงพูดได้ —

    “ทาคุมิ… ที่เมืองไทยก็มีปลาไหลนะ แต่เราไม่ค่อยกินกัน”

    “ทำไมจานนี้ถึงเกิดที่นี่”

    ทาคุมิวางตะเกียบ มองออกไปนอกหน้าต่าง

    “เธอจะรู้คำตอบในไม่กี่คำต่อมา”

    แยกชิ้นส่วนของฮิตสึมาบุชิ

    เซตฮิตสึมาบุชิครบสมบูรณ์ - โอฮิตสึ ข้าวปลาไหล และเครื่องเคียง

    มุกคีบคำที่สองขึ้นมา ครั้งนี้เธอมองให้นานขึ้นก่อนกิน

    “หนังนี่ — ทำไมกรอบขนาดนี้”

    ทาคุมิ “ต้องย่างสองรอบ”

    จากครัวด้านหลัง — ได้ยินเสียงพัดและเสียงไฟเตาย่าง

    โอกามิซังหันมา

    “รอบแรกย่างเปล่าๆ เพื่อไล่น้ำมัน เรียกว่า ชิรายากิ”

    “จากนั้นจุ่มซอสและย่างซ้ำ” เธอชี้ไปทางครัว

    “ลูกชายฉันกำลังทำอยู่นั่นเดี๋ยวนี้”

    มุกพยักหน้า ลองหนังกรอบอีกคำ

    โอกามิซังวางหม้อน้ำซุปดาชิร้อนๆ ลงบนเตา

    กลิ่นปลาแห้งและสาหร่ายลอยมาบางๆ

    “แล้วซอสล่ะ — ทำไมรสมันลึก”

    “ทาเระ — ซีอิ๊ว มิริน น้ำตาล สาเก”

    “แต่ความลึกซึ้งของรสชาติ ไม่ใช่ส่วนผสมใช่มั้ยคะ”

    ทาคุมิหันไปทางโอกามิซัง

    โอกามิซังเงยหน้าขึ้น คิดสักครู่

    “ตั้งแต่ปู่… ก็คงประมาณแปดสิบปี ทุกวันเติม ทุกวันเคี่ยว ไม่เคยทิ้ง”

    มุกมองที่ทาเระสีน้ำตาลเข้มในชาม

    แปดสิบปี ที่ละลายอยู่ในซอสนี้

    ทั้งคู่เงียบ

    สามวิธีการกิน

    โอกามิซังนำจานเล็กๆ มาวาง — ต้นหอม วาซาบิ สาหร่าย

    มุกตักข้าวอีกส่วน โรยเครื่องเคียง ยกขึ้นกิน

    “…คนละจานเลย”

    จากนั้น โอกามิซังราดน้ำซุปดาชิร้อนๆ ลงในชามที่สาม

    มุกตักช้อนใหญ่ขึ้นมา

    “…เหมือนข้าวต้ม แต่ก็ไม่ใช่ข้าวต้ม”

    ทาคุมิว่า “ปลายของการเดินทาง”

    มุกกินช้าๆ จานที่เธอเลือกเป็นสุดท้าย

    ผ่านไปสักพัก เธอวางตะเกียบ

    “จานนี้ — ใครเป็นคนคิด”

    ทาคุมิมองออกไปนอกหน้าต่าง

    “คำตอบ อยู่ในสามแม่น้ำที่ไหลข้างนอกนั่น”

    โอกามิซังกับรูปถ่ายของปู่

    ทาคุมิลิ้มรสฮิตสึมาบุชิ มองออกไปไกลด้วยความใคร่ครวญ

    มุกมองออกไปนอกหน้าต่าง

    “ทาคุมิ ฉันไม่เห็นแม่น้ำเลย”

    “แม่น้ำอยู่ทางตะวันตก ขับรถออกไปประมาณชั่วโมง”

    โอกามิซังเดินผ่านมา ได้ยินคำว่า “แม่น้ำ” จึงหยุด

    “คุณมาดูปลาไหลใช่มั้ย”

    “ครับ — ปลาไหลที่ใช้ในร้านนี้ มาจากไหน”

    “แต่ก่อนจากแม่น้ำคิโซะกับนาการะ จับสดๆ เลย”

    “แต่เดี๋ยวนี้น้อยแล้ว — ตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นปลาไหลเลี้ยงจากอิชชิกิ”

    โอกามิซังพยักหน้า ไม่ใช่ครั้งเดียว หลายครั้ง

    “ปู่ของฉันเคยเล่า — สมัยเด็ก เขาแค่เอาตะกร้าหย่อนลงไปในน้ำ ก็มีปลาไหลติดมา”

    “ที่ปากแม่น้ำ — สามแม่น้ำใหญ่ ไหลมาจากภูเขา ผสมกับน้ำทะเล ปลาไหลชอบน้ำแบบนั้น”

    มุกฟัง มองโอกามิซัง

    แววตาของเธอเปลี่ยน เมื่อพูดถึงปู่

    “แล้วปลาไหลพวกนี้ — มาจากไหนคะ”

    โอกามิซังคิด

    “ปลาไหลน่ะ — เกิดที่ไกลมาก ทางทะเลใต้”

    “ลูกๆ ของมันว่ายกลับมาญี่ปุ่น ขึ้นแม่น้ำ โตที่นี่ แล้วก็กลับลงทะเลตอนแก่”

    มุกตะลึง “…ไกลขนาดนั้น”

    “ไกล” โอกามิซังพยักหน้า “พวกมันเดินทางไกลกว่าเรามากเลยนะ

    ทาคุมิว่าเบาๆ “แถวเกาะมาเรียนา ใครๆ ว่ากัน”

    มุกไม่พูดอะไร มองกลับไปที่ชามของตัวเอง

    โอกามิซังเดินไปที่เคาน์เตอร์ หยิบของอะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วเดินกลับมา

    ในมือเธอ — รูปถ่ายขาวดำเก่าๆ ใบเล็ก

    “นี่ปู่ของฉัน อายุประมาณยี่สิบ ถ่ายที่ริมแม่น้ำคิโซะ”

    ในรูป — ชายหนุ่มผมสั้น สวมเสื้อขาว ยืนข้างตะกร้าที่มีปลาไหลตัวยาวๆ ดิ้นอยู่ข้างใน

    เบื้องหลัง — น้ำกว้าง ภูเขาสีจาง

    มุกพินิจภาพนั้นอยู่นาน

    “เขาเริ่มร้านนี้เลยใช่มั้ยคะ”

    “เริ่มที่นี่ ทำต่อมาเรื่อยๆ จนถึงพ่อฉัน แล้วก็ฉัน เดี๋ยวนี้ลูกชายมาช่วย”

    มุกส่งรูปคืน พร้อมยกมือไหว้ขอบคุณตามธรรมเนียมไทยโดยอัตโนมัติ

    “ขอบคุณค่ะ”

    มุกหยิบตะเกียบขึ้นมาอีก กินคำสุดท้าย

    ครั้งนี้ — รสชาติไม่เหมือนเดิม

    ในข้าวคำนั้น มีน้ำสามแม่น้ำ มีทะเลที่ไกล มีปู่ของโอกามิซัง

    อาหารเปลี่ยน เมื่อคุณรู้ว่ามันมาจากไหน

    เอโดะ? โอซาก้า? นาโกย่า?

    มุกถือชามฮิตสึมาบุชิด้วยสองมือ ยิ้มอย่างสงบ

    โอกามิซังถือถาดเดินผ่านมา ในถาดมีปลาไหลตัวเล็กๆ ที่เพิ่งย่างเสร็จ

    มุกถามขึ้นโดยไม่คิด

    “โอกามิซัง — ปลาไหลพวกนี้ ผ่าตรงไหนคะ”

    “ผ่าหลัง” เธอตอบ “เราเป็นแบบเอโดะ”

    ทาคุมิเสริม “ปลาไหลในญี่ปุ่นย่างได้สองแบบ — ผ่าหลังคือแบบโตเกียวเก่า ผ่าท้องคือแบบโอซาก้า-เกียวโต”

    มุกเงียบไปสักครู่

    “ที่เมืองไทยก็มีปลาไหลนะ แต่… เราไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย”

    “ผ่าตรงไหน เรากินปลาไหลแค่… กิน”

    โอกามิซังพยักหน้าช้าๆ

    “บางทีเราก็ลืมว่าเรื่องพวกนี้ — มันไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนคิด”

    เธอวางถาด

    “ที่ผ่าหลังน่ะ — มีเหตุผลค่ะ”

    “เอโดะ คือเมืองของซามูไร การผ่าท้องชวนให้นึกถึงเซ็ปปุกุ”

    “แล้วโอซาก้า เป็นเมืองพ่อค้า — ‘เปิดอกคุยกัน’ เป็นคุณธรรม”

    “แล้วนาโกย่าล่ะคะ”

    “ตรงกลางพอดี — แต่เลือกผ่าหลังแบบเอโดะ”

    มุกถาม “แต่… แบบฮิตสึมาบุชิ — แบ่งสี่ส่วน เป็นของเอโดะหรือโอซาก้า”

    โอกามิซังหัวเราะ — เป็นครั้งแรกที่เธอหัวเราะ

    “ไม่ใช่ทั้งสอง อันนี้เป็นของนาโกย่าเอง”

    “พ่อค้านาโกย่าน่ะ คนนอกล้อว่าตระหนี่”

    “จริงๆ คือ — คิดให้คุ้ม จานเดียวกินสามวิธี ทำไมต้องเลือกแบบเดียว”

    มุกพยักหน้า “…ม็อตไตไน (もったいない)”

    “เธอรู้คำนี้มั้ย”

    “รู้ค่ะ — ไม่เปลืองเปล่า ใช้ทุกอย่างให้คุ้ม”

    “ฮิตสึมาบุชิ — เกิดจากความ ‘ม็อตไตไน’ ของพ่อค้านาโกย่า”

    “อาหารที่พ่อค้าออกแบบ เพื่อพ่อค้า”

    มุกมองที่ชามไม้ของตัวเอง ตอนนี้แทบจะหมด

    “ฉันคิดว่า — จานนี้ไม่ใช่แค่จานอาหาร”

    “คืออะไรล่ะ”

    “คือ — วิธีคิดของคนทั้งเมือง”

    โอกามิซังเงียบ

    แล้วพยักหน้า

    “ใช่ ฉันก็คิดแบบนั้น”

    ในป่าของศาลเจ้า ปริศนาของเมืองคลี่คลาย

    ทั้งสองจ่ายค่าอาหาร

    โอกามิซังโค้งคำนับที่หน้าประตู

    “ขอบคุณค่ะที่มา”

    ประตูเลื่อนปิด

    ข้างนอก — แสงบ่ายตก

    “เดินเล่นกันมั้ย” ทาคุมิว่า “ศาลเจ้าอัตสึตะอยู่ใกล้นี่เอง”

    ทั้งสองเดินไปตามถนนแคบ

    ครอบครัวเล็กๆ — เด็กชายถือไอศกรีม พูดไม่หยุด

    ปู่กับย่า เดินช้าๆ ไม่พูดอะไรกัน

    มุกหันมา “คนเดินเยอะนะ”

    “ที่นี่เป็นเมืองหน้าศาลเจ้ามาตั้งแต่โบราณ”

    “คนที่นี่ — ไม่ใช่นักท่องเที่ยวเหรอ”

    “ส่วนใหญ่ไม่ใช่ — คนท้องถิ่น มาทำธุระ มาไหว้”

    ทอริอิ

    เสาทอริอิสูง สีน้ำตาลเข้ม ทำจากไม้

    ไม่ใช่สีแดงสด

    มุกหยุดมอง

    “สีไม่เหมือนที่คิด”

    “อัตสึตะเป็นศาลเจ้าโบราณ — สีของไม้คือสีดั้งเดิม”

    ทั้งสองโค้งคำนับก่อนเข้าไป

    ในป่าของศาลเจ้า

    ภายในเขตศาลเจ้า — เป็นป่า

    ต้นไม้สูง บางต้นอายุหลายร้อยปี

    ใบไม้ดูดกลืนเสียงจากข้างนอก เสียงรถ เสียงคน หายไป

    มุกเดินช้าลง

    “เงียบจัง”

    พวกเขาเดินผ่านโคมไฟหินที่มีตะไคร่จับ

    มุกสังเกตเห็น — ผู้หญิงอายุประมาณหกสิบ ยืนพนมมือ ก้มหัว นานกว่าคนอื่น

    ที่เท้าของเธอมีถุงจากซูเปอร์มาร์เก็ตวางอยู่

    “เธอกำลังขออะไรบางอย่าง”

    “อาจจะ — ที่นี่ คนมาขอเรื่องอะไรก็ได้”

    ดาบที่ไม่มีใครเห็น

    ทาคุมิหันมา

    “ที่ศาลเจ้านี้ — มีดาบเก่าแก่อยู่”

    “หนึ่งในสามสิ่งล้ำค่าของญี่ปุ่นมาตั้งแต่โบราณ ถูกเก็บไว้ที่นี่”

    “ดาบจริงเหรอคะ”

    “ไม่มีใครเห็น นอกจากนักบวชระดับสูงสุด”

    “คนรู้มั้ย ว่ามีดาบอยู่ที่นี่”

    “คนนาโกย่ารู้ทุกคน — แม้จะไม่เคยเห็น ก็รู้ว่ามันอยู่ที่นี่”

    มุกเงียบ

    เธอมองผู้หญิงสูงอายุที่ยังคงพนมมือ ยังไม่ยกศีรษะขึ้น

    แล้วมองรอบๆ ป่าอีกครั้ง

    ทาคุมิเงียบ

    ทั้งคู่ยืนอยู่ในความเงียบนั้นสักพัก

    ครอบครัวเดินออก ลูกสาวเล็กถือกระดาษเขียนพร

    แม่บอก “เก็บไว้นะ อย่าให้เปียก”

    มุกมองพวกเขา

    “คนพวกนี้ — เดินบนถนนเดียวกับคนเมื่อพันปีก่อน”

    “โอกามิซังอาจจะเป็นรุ่นที่สี่”

    “ที่สี่หรือห้า”

    มุกเงียบ

    ในความเงียบนั้น — เธอเข้าใจอะไรบางอย่าง

    จานหนึ่งเกิดขึ้นได้ เพราะมีคนเดินผ่านที่นี่มาเป็นพันปี

    เพราะมีดาบที่ไม่มีใครเห็น

    เพราะมีโอกามิซังที่เคี่ยวซอสมาแปดสิบปี

    เพราะมีปลาไหลที่เดินทางมาจากทะเลอันไกลโพ้น

    หนึ่งจาน — หนึ่งเมือง

    ตอนนี้เธอเข้าใจคำนี้แล้ว

    หายไปในแสงเย็นของนาโกย่า

    มุกเข้าใจความหมายของ หนึ่งจาน หนึ่งเมือง ในป่าของศาลเจ้าอัตสึตะ

    ทั้งสองเดินออกจากเขตศาลเจ้า

    ผ่านทอริอิอีกครั้ง

    แสงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อน

    ทั้งคู่ไม่พูดอะไรกันสักพัก

    แล้วมุกถึงพูดขึ้น

    “ศาลเจ้านี้เฝ้ามองคนที่นี่มาเป็นพันปี และหนึ่งจานที่เกิดจากคนเหล่านั้น คือฮิตสึมาบุชิ”

    ทาคุมิพยักหน้า “ผ่านหนึ่งจาน เราได้เห็นแง่หนึ่งของแผ่นดิน — นั่นแหละ เสน่ห์ของการเดินทางแบบนี้”

    มุกยิ้ม ถ่ายรูปทางที่เดินกลับมา ภาพหนึ่ง

    แล้วเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า

    ทั้งคู่เดินต่อ หันมุมเลี้ยว

    หายไปในแสงเย็นๆ ของนาโกย่า


    ครั้งต่อไปที่คุณมีโอกาสไปเยือนนาโกย่า — ชามไม้ฮิตสึมาบุชิอันอบอุ่น แววตาของคุณปู่ในภาพถ่ายใบเก่า และแสงแดดยามเย็นของมิยาจูกุ กำลังรอคุณอยู่


    📍 ฮิตสึมาบุชิดั้งเดิมที่นาโกย่า

    ร้านต้นกำเนิด: อัตสึตะ โฮไรเคน (あつた蓬莱軒)

    • ก่อตั้งปี 1873 (เมจิ 6) — กว่า 150 ปี
    • “ฮิตสึมาบุชิ” เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของร้านนี้
    • มี 4 สาขาในนาโกย่า สาขาที่ใกล้ศาลเจ้าที่สุดคือ 神宮店

    💰 ราคา (อัปเดต 2026)

    • ฮิตสึมาบุชิ (ขนาดมาตรฐาน): 4,950 เยน (~1,100 บาท)
    • อิจิฮัง (ขนาดใหญ่ 1.5 เท่า): 6,600 เยน (~1,500 บาท)

    🚉 การเดินทาง (สาขาหลัก)

    สถานี Atsuta Jingu Denma-cho เดิน 4-8 นาที

    🍴 เคล็ดลับสำหรับคนไทย

    • เวลารอ: วันธรรมดา 1.5-2 ชั่วโมง / วันหยุดเกิน 3 ชั่วโมง
    • เคล็ดลับ: รับบัตรคิวก่อน 11:00 แล้วเดินไปไหว้ศาลเจ้าอัตสึตะระหว่างรอ — ทั้งสองที่เดินไม่ไกล
    • มื้อก่อน: กินเบาๆ ปลาไหลค่อนข้างมัน
    • 4 ขั้นตอน: เปล่า → เครื่องเคียง → น้ำซุป → เลือกที่ชอบ

    📖 หนึ่งจาน หนึ่งเมือง กับมุก และทาคุมิ

    มุกและทาคุมิจะกลับมาพบกับทุกคนอีกครั้ง พร้อมกับ ‘หนึ่งจานอาหาร’ และ ‘เรื่องราวของอีกหนึ่งเมือง’ ที่คุณอาจไม่เคยรู้… โปรดติดตามตอนต่อไป